Archive for the ‘บทความทำบุญวันเกิด’ Category

พิธีทำขวัญเดือน

Wednesday, September 16th, 2009

พิธีทำขวัญเดือน

หลังการทำขวัญวัน หรือเมื่อเด็กมีอายุครบ ๑ เดือน คนโบราณ จะจัดให้มีการทำขวัญเดือนขึ้น โดยก่อนถึงวันครบกำหนด ผู้ใหญ่จะนำวันเดือนปีเกิดของเด็ก ไปให้พระหรือผู้มีความรู้ด้านโหราศาสตร์ หาฤกษ์เพื่อทำพิธีโกนผมไฟ เมื่อได้ฤกษ์ ต้องตระเตรียมของที่ใช้ทำพิธี ได้แก่
๑. บายศรีปากชาม
๒. เครื่องกระยาบวช ๑ สำรับ
๓. ไก่ ๑ ตัว
๔. เป็ด ๑ ตัว
๕. ข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ที่จำเป็น ฯลฯ
การทำขวัญเดือน จะคล้ายกับการทำขวัญวัน ส่วนใหญ่จะทำรวม กับพิธีโกนผมไฟ เพราะผมเด็กจะมีความยาว พอจะทำพิธีได้

พิธีโกนผมไฟ

Wednesday, September 16th, 2009

พิธีโกนผมไฟ

เป็นไปตามความเชื่อที่ว่า ผมเด็กไม่สะอาด ต้องโกนทิ้งให้ขึ้นใหม่ ซึ่งจะไม่ทำกันตอนคลอด ก็เนื่องจากกะโหลกเด็กอ่อนนั้นบอบบาง และผู้เป็นแม่ก็ยังต้องวุ่นวาย กับการเลี้ยงลูกอ่อน ผู้จะทำพิธีต้องมีความรู้เชี่ยวชาญ เป็นอย่างดีเพื่อความปลอดภัยของเด็ก
๑.การทำขวัญวัน
๒. การทำขวัญเดือน
๓.การโกนผมไฟ
๔.พิธีการตั้งชื่อ
๕.พิธีทำบุญวันเกิด และพิธีทำบุญอายุ
ของที่ใช้ในการทำพิธ จะมีของที่ใช้ทำขวัญเดือน นอกจากนี้ยังต้องมีการทำทั้ง พิธีสงฆ์ และพราหมณ์ด้วยคือ พิธีสงฆ์ ได้แก่ การสวดมนต์เย็น รับอาหารบิณฑบาตรเช้า พิธีพราหมณ์ ได้แก่ การรดน้ำ

จึงต้องมีการเตรียมสถานที่ และเครื่องใช้สำหรับพระ ที่จะมาสวดเจริญพระพุทธมนต์ และเตรียมหม้อน้ำมนต์ เครื่องสระศีรษะ สังข์ บัณเฑาะว์ และเครื่อง สำหรับโกนศีรษะเด็ก ได้แก่ มีดโกน ใบบัว ดอกไม้ธูปเทียน ฯลฯ
การเริ่มพิธี จะเริ่มก่อนได้เวลาฤกษ์เล็กน้อย ผู้ทำพิธีก็จะนำเด็กออก มาวางต่อหน้าพระสงฆ์ โดยหันศีรษะเด็กไปทางทิศที่โหรกำหนด เมื่อได้ฤกษ์ก็จะลั่นฆ้องกลองชัย ผู้เป็นประธานก็จะหลั่งน้ำ จากหอยสังข์รดไปบนศีรษะเด็ก แล้วจึงหยิบมีดโกนแตะศีรษะเด็ก พอเป็นพิธีพร้อมอวยชัยให้พร พระสงฆ์สวดบทชยันโต พราหมณ์เป่าสังข์และไกวบัณเฑาะว์ พิณพาทบรรเลงเพลง มหาฤกษ์มหาชัย ต่อจากนั้นช่างผู้ชำนาญ ก็จะทำพิธีโกนผมไฟ

พิธีตั้งชื่อเด็ก

Wednesday, September 16th, 2009

พิธีตั้งชื่อเด็ก

ไม่ว่าสมัยใด การตั้งชื่อ นับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเด็กจะใช้ชื่อนั้นตลอดไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อ ซึ่งไม่นิยมทำกัน การตั้งชื่อต้องสอดคล้องกับมงคล กับวันเกิดของเด็ก ตามหลักคัมภีร์ทักษา
หลักของคัมภีร์ทักษามีดังนี้คือ
๑. ชื่อที่ตั้ง จะต้องมีอักษรที่เป็นมงคล นามกับวันเกิดของเด็ก
๒. ชื่อที่ตั้ง จะต้องไม่มีอักษร ที่เป็นกาลกิณี
๓. ชื่อที่ตั้ง จะต้องสอดคล้อง กับเพศของเด็ก คือ หากเป็นผู้ชาย ควรใช้ชื่อที่มีอักษรเป็น “เดช” นำหน้าชื่อ ถ้าเป็นหญิง ควรใช่อักษรที่เป็น”ศรี” นำหน้าชื่อ

พิธีทำบุญวันเกิด และทำบุญอายุ

Wednesday, September 16th, 2009

พิธีทำบุญวันเกิด และทำบุญอายุ

ประวัติความเป็นมา
ในสมัยพุทธกาลมีพราหมณ์ ๒ สามีภรรยา พาลูกน้อยไปหาพราหมณ์ ผู้เป็นเพื่อนซึ่งบำเพ็ญตบะ เมื่อสองสามีภรรยา ทำความเคารพ ผู้มีตบะอำนวยพร “ขอจงจำเริญอายุยืนยาว” แต่เมื่อบุตรทำความเคารพพราหมณ์ ก็ไม่ได้อวยพรตามธรรมเนียม พร้อมทั้งบอกเหตุผลว่า เด็กน้อยจะเสียชีวิตใน ๗ วัน ผู้บำเพ็ญตบะแนะนำให้ ๒ สามีภรรยานำลูกไปหาพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้แนะอุบายป้องกัน โดยนิมนต์พระสงฆ์ สวดพระปริตรตลอด ๗ วัน ซึ่ง ๒ สามีภรรยาก็ทำตาม เมื่อครบวันที่ ๗ พระพุทธองค์ทรงเสด็จ ด้วยพระองค์เอง ยักษ์ผู้ที่จะมาฆ่าเด็กน้อย ก็ไม่สามารถจะทำอะไรเด็กได้ เพราะเด็กนอนฟังพระปริตรอยู่ ด้วยพุทธานุภาพทำให้ทารกนั้น รอดและมีอายุยืนยาวถึง ๑๒๐ ปี
พิธีทำบุญวันเกิด และทำบุญอายุนี้ หากเป็นการทำบุญ ในวันเกิดปกติก็จะทำกันง่าย ๆ แค่ตักบาตรพระในตอนเช้า หรือถวายภัตตาหารพระที่วัด เสร็จแล้วถวายจตุปัจจัย ไทยธรรมตามศรัทธา พระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ ให้พร อนุโมทนา และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ก็เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับการทำบุญอายุ นิยมจัดใหญ่กว่าทำบุญวันเกิด โดยทั่วไป ในช่วงที่มีเบญจเพสคือ ๒๕ ปี หรือช่วงที่มีอายุกลางคนคือ ๕๐ ปี หรือทำเมื่อครบรอบทุก ๑๒ ปี หรือครบ ๕ รอบ ๖๐ ปี และ ๖ รอบคือ ๗๒ ปี ที่เป็นเช่นนี้เพราะวัยเบญจเพส เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จากวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเมื่อครบ ๕๐ เพราะถือว่าได้มาครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้ว
การทำบุญอายุ ให้เตรียมสถานที่ และนิมนต์พระสงฆ์ มาสวดเจริญพระพุทธมนต์ โดยให้โหรเป็นผู้กำหนดฤกษ์ การนิมนต์ต้องนิมนต์ให้มากกว่าอายุ ๑ องค์ เช่น อายุ ๒๕ ต้องนิมนต์ ๒๖ องค์ หรือเพียง ๙ องค์เท่าจำนวนดาวนพเคราะห์ก็ได้ ยังเป็นการสะดวก ต่อการเตรียมสถานที่ด้วย

ประวัติและความเป็นมาการทำบุญวันเกิด

Wednesday, September 16th, 2009

ประวัติและความเป็นมาการทำบุญวันเกิด

อันประเพณีที่จะ ทำบุญวันเกิด ขึ้นนี้เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำเป็นตัวอย่างตั้งแต่ยังทรงผนวช ไม่ใช่ทำอย่างจีนหรือฝรั่ง ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่าการมีอายุยืนมาบรรจบรอบปีครั้งหนึ่งๆ ไม่ตายไปเสียก่อนเป็นลาภอันประเสริฐ ควรยินดี เมื่อรู้สึกยินดีก็ควรจะบำเพ็ญกุศล ที่เป็นประโยชน์แก่ตนและแก่ผู้อื่น ให้สมกับที่มีน้ำใจยินดี และไม่ประมาท เพราะไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะอยู่ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้อีกหรือไม่ ถึงวันเกิดปีหนึ่งเป็นที่เตือนใจครั้งหนึ่ง ให้รู้สึกว่าอายุล่วงไปต่อความตายอีกก้าวหนึ่งชั้นหนึ่ง เมื่อรู้สึกเช่นนั้น จะได้บรรเทาความมัวเมาประมาทในชีวิตเสียได้ นี้เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการทำบุญวันเกิดขึ้นเรียกว่า เฉลิมพระชนมพรรษา

การที่ทรงทำในครั้งนั้นปรากฏว่ามีการสวดมนต์เลี้ยงพระ ๑๐ รูป เป็นการน้อยๆ เงียบๆ ครั้นต่อมาก็มีเจ้านายขุนนางทำบุญวันเกิดกันชุกชุมขึ้น แต่การทำบุญเกี่ยวกับพระลดลง เป็นแค่ประชุมคนแสดงเกียรติยศให้ปรากฏว่ามีผู้นับถึอมาก ตั้งโรงครัวเลี้ยงกันไปวันยังค่ำการมหรสพก็มีละครเป็นพื้น และนำของขวัญไปให้กันมีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนานให้ศีลให้พรกัน ถ้าเป็นวันเกิดเจ้านายขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินก็พระราชทานพระราชหัตถเลขาให้พรด้วย พระราชทานของขวัญด้วย สมัยนั้นการทำบุญถือเป็นเกียรติใหญ่ เมื่อถึงวันเกิดของใครก็อึงคนึงเป็นการใหญ่ตั้งแต่เริ่มงานจนงานแล้ว และถือว่าถ้าไม่ไปช่วยงานวันเกิดกันแล้วเป็นไม่ดูผีกันทีเดียว

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชเป็นสามเณรก็ทรงทำบุญวันพระราชสมภพ ตามอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วิธีทำก็มี สวดมนต์ เลี้ยงพระและแจกสลากสิ่งของต่างๆ แก่พระสงฆ์ ทรงทำตลอดมาจนกระทั่งเสวยราชย์และทำเป็นการใหญ่เช่น หล่อพระพุทธรูปอายุ เรียกว่า “หล่อพระชนมพรรษา” ทั้งมีการตกแต่งตามชาลาพระบรมมหาราชวัง ให้เป็นการครึกครื้นสนุกสนาน ตามริมน้ำและตามถนนก็สว่างไสวไปด้วยแสงประทีปโคมชวาลา จึงได้เกิดมีการแต่งซุ้มไฟประกวดประขันกันขึ้นและมีเหรียญพระราชทานแก่ผู้แต่งซุ้มไฟเป็นรางวัล อนึ่งในวันนั้นได้มีผู้ไปลงนามถวายพระพร พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอ่านคำถวายพระพรอันเป็นเครื่องหมายแสดงความจงรักภักดี จึงถือเป็นประเพณีเนื่องด้วยทำบุญวันเกิดมาจนปัจจุบันนี้